รายละเอียดข่าว

วันที่/เวลา
06 มิ.ย. 2565 07:59:00
หัวข้อข่าว
ชี้แจงข่าวหรือข้อมูลตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ สอบถาม
หลักทรัพย์
TSF
แหล่งข่าว
TSF
รายละเอียดแบบเต็ม
คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดรายละเอียดข่าวรูปแบบเต็ม
                ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ชี้แจงข่าวหรือข้อมูล                 


เรื่อง                                               : ชี้แจงข่าวหรือข้อมูลตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ สอบถาม
รายละเอียด                                          :
TSF003/2565
วันที่ 1 มิถุนายน 2565

เรื่อง      ฐานะทางการเงินและการประกอบธุรกิจของบริษัท
เรียน   กรรมการและผู้จัดการ
           ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตามที่บริษัท ทรีซิกตี้ไฟว์ จำกัด (มหาชน) ("บริษัท") ได้นำส่งรายงานทางการเงินสำหรับไตรมาสที่ 2 ปี 
2564 ฉบับก่อนสอบทานจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตมายังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ("ตลาดหลักทรัพย์")
ปรากฏข้อมูลว่าบริษัทไม่มีรายได้จากการขายและให้บริการในงวด 6 เดือน ปี 2564
ประกอบกับบริษัทไม่ได้นำส่งงบการเงินและรายงานเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนต
ามหลักเกณฑ์ที่กำหนดยังไม่จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ปี 2564 และ 2565
รวมทั้งงมีจำนวนกรรมการตรวจสอบไม่ครบถ้วน และตลาดหลักทรัพย์ ขอให้บริษัทชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมนั้น
บริษัทขอชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเป็นรายประเด็นดังนี้
1.    สถานะการประกอบธุรกิจของบริษัท
จากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานทางการเงินสำหรับไตรมาสที่ 2 ปี 2564 ฉบับก่อนสอบทาน บริษัทไม่มี 
รายได้จากการขายและให้บริการในงวด 6 เดือน ปี 2564 ประกอบกับเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2564
บริษัทได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีความระหว่างบริษัทกับกรุงเทพมหานคร (กทม.)
กรณีศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้บริษัทชำระหนี้เงินให้แก่ กทม. จำนวน 402 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
(มูลฟ้อง 1,123 ล้านบาท) โดยหนี้เงินดังกล่าวเกิดจากการที่บริษัท ผิดสัญญาในช่วงปี 2559
ไม่ชำระค่าสิทธิรายเดือน ค่าสิทธิรายปี ค่าปรับ และค่าเสียหายอื่นๆ อันเกิดขึ้นตามสัญญาระหว่าง
บริษัทกับ กทม. ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 กทม. ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง
ซึ่งอยู่ระหว่าง การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด นอกจากนี้ กทม. ยังได้ฟ้องร้องบริษัทจำนวนทุนทรัพย์ 243
ล้านบาท กรณีที่บริษัทผิดสัญญาในปี 2561 ไม่ชำระค่าสิทธิรายเดือนคงค้าง ค่าปรับจากการใช้สิทธิ
ค่าปรับจากการไม่ถอดถอนป้าย ค่าเสียหาย จากการขาดประโยชน์
ซึ่งคดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง ตลาดหลักทรัพย์จึงขอให้ชี้แจงข้อมูล เพิ่มเติม ดังนี้
1.1)    ลักษณะการประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัทในปัจจุบัน 
สินทรัพย์และกิจกรรมการประกอบธุรกิจที่ก่อให้เกิดรายได้หลัก โดยขอให้อธิบายแยกเป็นรายบริษัท
        นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 เป็นต้นมา 
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คณะกรรมการชุดใหม่เริ่มเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการเกือบทั้งคณะ
ปรากฏว่าก่อนหน้าเดือนกรกฎาคม 2563 กลุ่มบริษัทได้มีการยกเลิกสัญญาที่เกี่ยวกับธุรกิจหลักเกือบทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นสัญญาโครงการต่างๆ กับภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งได้เลิกจ้างพนักงานทั้งหมด
ส่งผลให้ในช่วงเวลาดังกล่าว
กลุ่มบริษัทคงมีรายได้จากการประกอบกิจการเพียงเล็กน้อยจากการดำเนินกิจการคงเหลือเท่านั้น
ประกอบกับลูกหนี้รายใหญ่ของกลุ่มบริษัทไม่มีการชำระหนี้
ซึ่งจะต้องดำเนินการสืบทรัพย์และบังคับคดีต่อเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน
ส่วนทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัทเกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพที่ชำรุดเสียหายมาก
เสื่อมสภาพ และไม่สามารถนำมาใช้งานได้ทันที
ซึ่งจะต้องซ่อมแซมใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สามารถนำทรัพย์สินกลับมาใช้ในการประกอบธุรกิจได้
        คณะกรรมการจึงได้วางแผนการประกอบธุรกิจในลักษณะใหม่ โดยได้วางแผนธุรกิจร่วมกับคู่ค้าภาคเอกชน 
หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานภาครัฐ จำนวนหลายโครงการ โดยเน้นธุรกิจที่ใช้เงินทุนหมุนเวียนไม่มาก
และใช้บุคลากรจำนวนน้อย เพื่อให้บริษัทใช้เงินทุนหมุนเวียนไม่มากเกินไป
และไม่เกิดค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น ซึ่งธุรกิจแต่ละรูปแบบที่ได้วางแผนไว้อาจจะสามารถดำเนินการได้
แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ประกอบกับบริษัทมีคดีข้อพิพาทกับ กทม.
ซึ่งบริษัทถูก กทม. ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากบริษัทผิดสัญญา โดยทุนทรัพย์ที่บริษัทถูก กทม.
ฟ้องร้องรวมทุกคดี ประมาณมากกว่า 1,200 ล้านบาท ก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอย่างมาก
เนื่องจากคู่ค้าของบริษัทไม่มีความเชื่อมั่นว่าหากบริษัทแพ้คดี กทม. และถูกบังคับคดีจาก กทม.
จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัทมากน้อยเพียงใด ซึ่งในประเด็นเรื่องคดีข้อพิพาทระหว่างบริษัทกับ กทม.
นั้น บริษัทได้หาช่องทางขอเจรจาเกี่ยวกับรายละเอียดและเงื่อนไขในการชำระหนี้กับ กทม. มาโดยตลอด
แต่ด้วยเหตุว่า กทม. มีฐานะเป็นหน่วยงานภาครัฐ จึงมีข้อจำกัดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องมาก
ไม่สามารถเจรจาชำระหนี้ดังเช่นเอกชนได้
        แม้ว่าบริษัทอาจจะสามารถประกอบธุรกิจโดยการนำเงินทุนหมุนเวียนที่ยังคงเหลือมาใช้ในการประกอบธุรกิจ 
อาจจะไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ในระยะเวลาสั้น แม้ว่าอาจจจะสามารถสร้างรายได้ได้ก็ตาม
เนื่องจากการเริ่มประกอบธุรกิจใหม่จะต้องลงทุนในการหาทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจเพิ่มเติม
หรือจะต้องซ่อมแซมทรัพย์สินเดิมซึ่งเป็นป้ายโฆษณาที่ผ่านการใช้งาน มีสภาพชำรุดเสียหายมากและเสื่อมสภาพ
รวมทั้งจะต้องจัดหาสถานที่ติดตั้งป้าย ซึ่งจะมีค่าขนส่ง ติดตั้ง ค่าเช่า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ จำนวนมาก
คณะกรรมการจึงได้พยายามนำเสนอแผนธุรกิจและแผนการแก้ไขปัญหาของบริษัทกับนักลงทุนปรเภทต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ นักลงทุนต่างประเทศ
หรือแม้กระทั่งกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมรายใหญ่ของบริษัทบางราย
เพื่อระดมเงินทุนมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจด้านต่างๆ
รวมทั้งเพื่อนำเงินบางส่วนมาชำระหนี้ให้แก่ กทม.
แต่ไม่ประสบผลสำเร็จดังจะเห็นได้จากการเพิ่มทุนของบริษัทในแต่ละครั้งที่ได้รับเงินเพิ่มทุนมาเพียงเล็กน้
อยจนกระทั่งต้องยกเลิกการเพิ่มทุนและคืนเงินให้แก่ผู้ถือหุ้นที่ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน
        จากที่ได้เรียนชี้แจงข้างต้น ในปัจจุบัน กลุ่มบริษัทยังไม่มีธุรกิจที่ชัดเจน 
มีเพียงโครงการและแผนธุรกิจที่จัดเตรียมไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้
ด้วยเหตุข้อจำกัดของเงินทุนหมุนเวียน เงินลงทุน คดีข้อพิพาท บุคลากร
รวมทั้งการขาดกรรมการและฝ่ายบริหารที่จะเข้ามาร่วมกันดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทต่อไป
        ในส่วนของการแต่งตั้งกรรมการเข้าแทนที่กรรมการที่ลาออก ซึ่งรวมทั้งกรรมการอิสระ กรรมการตรวจสอบ 
และกรรมการบริหาร เพื่อให้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในบริษัทนั้น
คณะกรรมการอยู่ระหว่างการหารือกับกลุ่มผู้ถือหุ้นปัจจุบันของบริษัทในการเสนอชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำ
รงตำแหน่งกรรมการต่างๆ อย่างไรก็ตาม หากล่วงพ้นเวลาพอสมควรแล้ว
และไม่มีการเสนอชื่อบุคคลใดเพื่อแต่งตั้งดำรงตำแหน่งกรรมการ
คณะกรรมการจะประกาศผ่านตลาดหลักทรัพย์เพื่อขอเชิญผู้ถือหุ้นเสนอชื่อบุคคลเข้ามาเพื่อนำเสนอแต่งตั้งให้ดำ
รงตำแหน่งกรรมการที่ขาดของบริษัทในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นต่อไป
        
1.2)    จำนวนและหน้าที่ของบุคลากรในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในปัจจุบันของแต่ละบริษัท 
รวมถึงผู้บริหารที่ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ซึ่งปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้แต่งตั้งบุคคลที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว
        ตามที่ได้ชี้แจงในข้อ 1.1 ปัจจุบัน บริษัทและบริษัทย่อยไม่มีบุคลากรในการปฏิบัติงานและไม่มีฝ่ายบริหาร
จะมีเพียงคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ดูแลกิจการของบริษัท โดยเตรียมความพร้อมทางด้านธุรกิจ แนวทางการระดมทุน
การติดต่อนักลงทุนเพื่อเพิ่มทุน การเจรจารายละเอียดและเงื่อนไขการชำระหนี้ให้แก่ กทม.
การติดตามทวงถามหนี้จากลูกหนี้ การชำระค่าใช้จ่ายคงที่ต่างๆ เช่น ค่าเช่าสถานที่
ค่าธรรมเนียมหน่วยงานรัฐ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการบริหารแต่อย่างใด
ซึ่งคณะกรรมการอยู่ระหว่างการหารือกับกลุ่มผู้ถือหุ้นของบริษัท เพื่อมอบหมายและแต่งตั้งบุคคลใดๆ
เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการ และฝ่ายบริหาร หากล่วงพ้นเวลาพอสมควรแล้ว
และไม่มีการเสนอชื่อบุคคลใดเพื่อแต่งตั้งดำรงตำแหน่งกรรมการ
คณะกรรมการจะประกาศผ่านตลาดหลักทรัพย์เพื่อขอเชิญผู้ถือหุ้นเสนอชื่อบุคคลเข้ามาเพื่อนำเสนอแต่งตั้งให้ดำ
รงตำแหน่งกรรมการที่ขาดของบริษัทในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นต่อไป

1.3)    ความเห็นของคณะกรรมการบริษัทเกี่ยวกับสถานะการประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัทในปัจจุบัน
        คณะกรรมการเห็นว่าหากยังไม่มีความคืบหน้าและความชัดเจนในการระดมทุนเพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่ กทม 
การหานักลงทุน การเจรจารายละเอียดและเงื่อนไขการชำระหนี้ให้ กทม.
รวมทั้งการแต่งตั้งกรรมการและฝ่ายบริหารเข้ามาดำเนินการประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัทต่อ
กลุ่มบริษัทจำเป็นจะต้องชะลอการประกอบธุรกิจจนกว่าจะมีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว

1.4)    ความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีความที่มีกับ กทม. ตามที่กล่าวข้างต้น รวมถึงคดีความฟ้องร้องอื่น 
โดยอธิบายผลกระทบของคดีความต่อฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงาน รวมทั้งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจ
ของกลุ่มบริษัท
            ในปัจจุบัน เจ้าหนี้ของกลุ่มบริษัทมีเพียงรายเดียว คือ กทม. โดยมีข้อพิพาทรวม 2 คดีดังนี้
1.    คดีหมายเลขดำที่ 1869/2560 และคดีหมายเลขแดงที่ 1750/2564 จำนวนทุนทรัพย์ที่ กทม. 
ฟ้องร้องดำเนินคดีกับบริษัท จำนวนประมาณ 1,123,153,699.84 บาท
โดยศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้บริษัทชำระหนี้เงินให้แก่ กทม. จำนวน 401,601,987.52 บาท
พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2560 จนถึงวันที่
10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป
จนกว่าจะชำระเสร็จ (คำนวณดอกเบี้ยจนถึงปัจจุบัน ประมาณ 140 ล้านบาท ซึ่งรวมกับต้นเงินที่จะต้องชำระแล้ว
ในปัจจุบัน บริษัทมีหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระให้แก่กรุงเทพมหานคร ประมาณ 540 ล้านบาท)
โดยหนี้เงินดังกล่าวเกิดจากการที่บริษัทผิดสัญญาในช่วงเวลาประมาณ ปี 2559 ไม่ชำระค่าสิทธิรายเดือน
ค่าสิทธิรายปี ค่าปรับ และค่าเสียหายอื่นๆ อันเกิดขึ้นตามสัญญาระหว่างบริษัทกับกรุงเทพมหานคร
และจะต้องชำระหนี้ดังกล่าวทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
    โดยคดีนี้ กทม. อยู่ระหว่างการอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งจากการสอบถาม กทม. ได้รับแจ้งว่าทาง 
กทม.
และพนักงานอัยการมีความเห็นตรงกันว่าศาลปกครองกลางกำหนดจำนวนเงินที่บริษัทจะต้องชำระน้อยเกินไปเมื่อเทีย
บกับทุนทรัพย์ที่ฟ้องร้องและเทียบกับความเสียหายที่ กทม. ได้รับจากการที่บริษัทผิดสัญญาซึ่งปัจจุบัน
ศาลปกครองสูงสุดอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะรับอุทธรณ์ของ กทม. หรือไม่ และในปัจจุบัน
เนื่องจากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่ กทม. ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางได้ กทม.
จึงอยู่ในขั้นตอนการบังคับคดีกับบริษัท    
            2.    คดีหมายเลขดำที่ 989/2562 จำนวนทุนทรัพย์ที่ กทม. ฟ้องร้องดำเนินคดีกับบริษัท จำนวนประมาณ 
243,035,225.38 บาท เนื่องจากบริษัทผิดสัญญาในปี 2561 ไม่ชำระค่าสิทธิรายเดือนคงค้าง
ค่าปรับจากการใช้สิทธิ ค่าปรับจากการไม่ถอดถอนป้าย ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ ซึ่งคดีนี้
อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง
            สรุป หากรวมจำนวนเงินที่บริษัทจะต้องชำระให้แก่ กทม. ทั้ง 2 คดีข้างต้น บริษัทอาจจะต้องชำระให้แก่ 
กทม. เป็นจำนวนเงินประมาณ 780 ล้านบาท
            ในส่วนของลูกหนี้ของกลุ่มบริษัทนั้น สามารถแยกเป็นรายดังนี้
            1.    บริษัท จี.ไอ.เอส.พาร์ค (ประเทศไทย) จำกัด
                ศาลอุทธรณ์พิพากษาบริษัท จี.ไอ.เอส.พาร์ค (ประเทศไทย) จำกัด ชำระเงินจำนวน 49,022,911.70 บาท 
พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กันยายน 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564
และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้
ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,550,796.50 บาท และชำระเงิน 2,000,000 บาท
พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562) ถึงวันที่ 10
เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จ
                ปัจจุบัน บริษัท จี.ไอ.เอส.พาร์ค (ประเทศไทย) จำกัด ยื่นฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ 
และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จากการสืบทรัพย์โดยทนายความ ยังไม่ปรากฏว่าบริษัท
จี.ไอ.เอส.พาร์ค (ประเทศไทย) จำกัด มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะสามารถนำมาชำระหนี้ได้

        2.    บริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิก อินเตอร์ กรุ๊ป จำนวนหนี้ประมาณ 60,000,000 บาท
บริษัทอยู่ระหว่างการบังคับคดี และไม่พบทรัพย์สินที่จะยึดและหรืออายัดเพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่บริษัทได้
        3.    บริษัท เน็คท์คิวบ์ จำกัด จำนวนหนี้ประมาณ 3,000,000 บาท
บริษัทอยู่ระหว่างการบังคับคดี และไม่พบทรัพย์สินที่จะยึดและหรืออายัดเพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่บริษัทได้
            4.    บริษัท สมาร์ทเรลเทคโนโลยี จำกัด จำนวนหนี้ประมาณ 5,260,000 บาท
                บริษัทอยู่ระหว่างการบังคับคดี 
และไม่พบทรัพย์สินที่จะยึดและหรืออายัดเพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่บริษัทได้
            5.    บริษัท โภคาส เวิลด์ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวหนี้ประมาณ 1,143,450 บาท
                บริษัทอยู่ระหว่างการบังคับคดี
            เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดของลูกหนี้ข้างต้น แม้ว่าจะรวมยอดเงินที่ลูกหนี้ค้างชำระแล้ว 
ยังไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ให้แก่ กทม. และจากการหารือกับทนายความเกี่ยวกับการบังคับคดีกับลูกหนี้
มีเพียงลูกหนี้รายบริษัท โภคาส เวิลด์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่บริษัทมีโอกาสที่จะได้รับชำระหนี้
ส่วนลูกหนี้รายที่ 1-4 บริษัทได้ดำเนินการสืบทรัพย์เพื่อบังคับคดีมาเป็นเวลาหลายปี
ยังไม่พบทรัพย์สินที่จะยึดและหรืออายัดเพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่บริษัทได้


2.    การนำส่งงบการเงินและรายงานเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท
                บริษัทขอชี้แจงว่าเหตุที่บริษัทไม่สามารถจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2564 และปี 2565 
ได้เนื่องจากบริษัทยังไม่สามารถสรรหาผู้สอบบัญชีเพื่อนำเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อแต่งตั้งได้
ซึ่งตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535
กำหนดให้จะต้องมีการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี โดยตั้งแต่ช่วงต้นปี 2564
จนกระทั่งปัจจุบัน บริษัทได้พยายามติดต่อสำนักงานสอบบัญชีหลายสำนักงาน
เพื่อให้ทำการสอบทานและตรวจสอบงบการเงินของบริษัทและบริษัทย่อย ประจำปี 2564
แต่ไม่มีสำนักงานสอบบัญชีรายใดตอบรับในเรื่องดังกล่าว โดยเหตุผลที่ได้รับมา คือ
บริษัทอยู่ในสถานะที่มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินในสัดส่วนที่มาก
และให้บริษัทดำเนินการแก้ไขเรื่องภาระหนี้สินที่จะต้องชำระกับกรุงเทพมหานครให้มีความชัดเจนก่อน
เพราะภาระหนี้สินที่บริษัทมีหน้าที่ต้องชำระต่อกรุงเทพมหานคร
อันเนื่องจากการที่บริษัทผิดสัญญาในอดีตนั้น เป็นสาระสำคัญต่อการดำเนินการกิจการต่อไปของบริษัท
            
3.    ความคืบหน้าในการแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบ
    ตามที่ได้เรียนชี้แจงข้างต้น 
บริษัทขอชี้แจงว่าคณะกรรมการอยู่ระหว่างการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระและกรรมการตรว
จสอบของบริษัทให้ครบถ้วน โดยสรรหาจากบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่ตลาดหลักทรัพย์และสำนักงาน กลต. กำหนด
แต่เนื่องจากสถานการณ์การประกอบธุรกิจของบริษัทในปัจจุบัน รวมทั้งคดีข้อพิพาทต่างๆ ของบริษัทกับ กทม.
ซึ่งบริษัทมีภาระหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่ กทม.
จำนวนมากและบริษัทยังไม่สามารถเพิ่มทุนและหรือหานักลงทุนมาเพิ่มทุนเพื่อนำเงินชำระหนี้ให้แก่ กทม. ได้
รวมทั้งฐานะทางการเงินและการประกอบกิจการของบริษัทที่มีความไม่แน่นอนอย่างชัดเจนว่าจะสามารถกลับมาประกอบ
กิจการต่อได้หรือไม่
ส่งผลให้ยังไม่สามารถสรรหาบุคคลใดเข้ามาเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบของบริ
ษัทได้
    อย่างไรก็ตาม หากล่วงพ้นเวลาพอสมควรแล้ว 
คณะกรรมการจะประกาศผ่านตลาดหลักทรัพย์เพื่อขอเชิญผู้ถือหุ้นเสนอชื่อบุคคลเข้ามาเพื่อนำเสนอแต่งตั้งให้ดำ
รงตำแหน่งกรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบของบริษัทในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อทราบ


                                                                                 ขอแสดงความนับถือ
(นายเจษฎา สุภาสัย)
ประธานคณะกรรมการ


                         ลงลายมือชื่อ ___________________________
                                    ( นายเจษฎา สุภาสัย )
                                    ประธานคณะกรรมการ
                         ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ

______________________________________________________________________
สารสนเทศฉบับนี้จัดทำและเผยแพร่โดยบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 
ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลหรือเอกสารใดๆของบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์
ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่มีความรับผิดชอบใดๆ
ในความถูกต้องและครบถ้วนของเนื้อหา ตัวเลข รายงานหรือข้อคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฎในสารสนเทศฉบับนี้
และไม่มีความรับผิดในความสูญเสียหรือเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นไม่ว่าในกรณีใด ในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัย
หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ซึ่งได้จัดทำ
และเผยแพร่สารสนเทศฉบับนี้